ReadyPlanet.com
dot
dot
  •  ค้นหา


  [Help]
dot
dot
  •  สมัครรับข่าวสาร

dot




ขลุ่ย

 

ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง แต่จะเป็นเครื่องดนตรีที่คนไทยคิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เอง หรือได้รับอิทธิพลจากชาติอื่นไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด เพราะชาติอื่นก็มีเครื่องเป่าซึ่งมีลักษณะคล้ายกับขลุ่ยของคนไทยเหมือนกัน เช่น ขลุ่ยของญี่ปุ่นเรียก ซากุฮาชิ ซึ่งใช้เป่าเหมือนกับขลุ่ยไทย ขลุ่ยของอินเดียเรียก มุราลี ส่วนของจีนก็มีก็มีขลุ่ยเช่นเดียวกันแต่ใช้เป่าด้านข้างเรียกว่า ฮวยเต็ก ถ้าเป็นแบบที่ใช้เป่าตรงแบบขลุ่ยไทยจะเรียกว่า โถ่งเซียว แต่จะต่างกันตรงที่ขลุ่ยของจีนไม่มีดาก การเป่าต้องใช้การผิวลมจึงจะเกิดเสียง
         ปัจจุบันขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทสำคัญ วงดนตรีหลายประเภทจึงขาดขลุ่ยไม่ได้เลยทีเดียว เช่น วงมโหรี วงเครื่องสายชิดต่างๆ วงปี่พาทย์ไม้นวม วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เป็นต้น
         เอกลักษณ์ที่สำคัญของขลุ่ยไทย คือการทำลายบนเลาขลุ่ยให้เป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งการทำลายนั้นอาจมาจากใช้ความร้อนจากตะกั่วที่หลอมละลาย หรือการลนไฟ เป็นต้น เพื่อให้ขลุ่ยมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น เช่น ลายน้ำไหล ลายหกขะเมน ลายหิน ลายกระจับ ลายผ้าปูม ลายดอกจิก เป็นต้น แต่ถ้าผิวของไม้ไผ่ที่นำมาทำขลุ่ยสวยอยู่แล้วอาจไม่ต้องทำลวดลายก็ได้
 

ขลุ่ยสมัยต่างๆ

             ถึงแม้เราจะไม่สามารถสืบค้นได้ว่าขลุ่ยกำเนิดตั้งแต่สมัยใด แต่จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ของไทยที่เริ่มก่อตั้งเป็นอาณาจักรของคนไทย โดยเริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแรกของคนไทยในดินแดนไทยปัจจุบัน สมัยสุโขทัยมีการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้ ฉะนั้นจึงขอเริ่มศึกษาขลุ่ย ในฐานะที่เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา
             พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง กับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ได้รวมตัวกันกำจัดอำนาจของเขมรที่มีอิทธิพลอยู่ในบริเวณอาณาจักรละโว้ อาณาจักรล้านนา พ่อนขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง สามารถขจัดอิทธิพลของเขมรได้สำเร็จ และได้สถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยมีพ่อนขุนบางกลางหาวเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์"
             ช่วงเวลาที่กรุงสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองที่สุดคือ สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 1827 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น โดยจารึกไว้ที่ศิลาจารึก ศิลาจารึกจึงเป็นเอกสารสำคัญ ถือว่าเป็นเอกสารขั้นต้นที่ทำให้เราทราบเรื่องราวต่างๆในสมัยสุโขทัย
    ศิลาจารึกหลักที่ 1 ศิลาจารึกหลักที่ 8 ศิลาจารึกวัดพระยืน และหนังสือไตรภูมิพระร่วง ได้มีการกล่าวถึงเสียงพาทย์ เสียงพิณ แตรสังข์ ฆ้อง กลอง ปี่ ซอ ฉิ่ง ปะปนอยู่ทั่วไป แต่ไม่ปรากฏว่ามีชื่อของ "ขลุ่ย" อยู่เลย
             กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง 417 ปี เป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในกิจการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การปกครอง การเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม ทางด้านวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะทางด้านดนตรีในสมัยอยุธยานี้มีเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น มากกว่าเดิม จนสามารถประสมเป็นวงมโหรี ปี่พาทย์ และเครื่องสาย ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ได้มีการเล่นดนตรีไทยกันอย่างแพร่หลาย และได้ปรากฏชื่อของขลุ่ยซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นกันในสมัย นั้น ผู้คนได้นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายจนเกิดความเพลิดเพลินจนเกินขอบเขต ได้ล่วงล้ำเข้าไปใกล้เขตพระราชฐาน จนกระทั่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถออกกฏมณเฑียรบาล
                 กฏมณเฑียรบาล ตอนที่ 15 ว่า
 "แต่ละประตูแสดงราม คือ สระแก้ว ไอยการหมื่นโทราวิท คือ ผู้ชายหญิงเจรจาด้วยกันก็ดี... และร้องเรื่อง เป่าขลุ่ย เป่าปี่ ตีทับขับรำ โห่ร้องนี่นั่น... ถ้าจับได้โทษสามประการ ประการหนึ่งให้ส่งมหาดไทย ประการหนึ่งให้ส่งองครักษ์ ประการหนึ่งให้ส่งลงหญ้าช้าง"

                กฏมณเฑียรบาล ตอนที่ 20 ว่า
"อนึ่ง ในท่อน้ำ ในสระแก้ว ผู้ใดขี่เรือคฤ เรือปทุน เรือกูบ และเรือมีศาสตราวุธ และใส่หมวกคลุมหัวนอนมา ชายหญิงนั่งมาด้วยกัน อนึ่งชเลาะตีด่ากัน ร้องเพลงเรือ เป่าปี่ เป่าขลุ่ย สีซอ ดีดจะเข้ กระจับปี่ ตีโทนทับ โห่ร้องนี่นั่น ทั้งนี้อัยการขุนสนมห้าม ถ้ามิได้ปราบเกาะกุมเอามาถึงศาลาให้แก่เจ้าท่า แลให้นานาประเทษไปมาในท้ายสนมได้ โทษเจ้าพนักงานถึงตาย"

                ในขณะเดียวกัน ขลุ่ยก็มีบทบาทสำคัญในงานพระราชพิธีของราชสำนัก จากกฏมณเฑียรบาลข้อที่ 16 ได้กำหนดว่า "ชาวดนตรีคอยฟังสุรเสียง...ครั้นเสร็จ...ขลุ่ยนำเพลง..." แสดงให้เห็นว่า ในสมัยกรุงศีอยุธยาขลุ่ยจะเป็นเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ในการเป่านำขึ้นเพลง ในเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประทับในงานพระราชพิธี และในเพลงยาวไหว้ครูมโหรีที่แต่งขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 เรียบเรียงไว้ มีความว่า
                 
                                   ขอพรเดชเดชาภูวนารถ                    พระบาทปกเกล้าเกศี
                            ข้าผู้จำเรียงเรื่องมโหรี                             ขอกรับกระจับปี่รำมะนา
                            โทนขลุ่ยฉิ่งฉาบระนาดฆ้อง                    ประลองเพลงขับกล่อมพร้อมหน้า             
                            ขอเจริญศรีสุขสวัสดิ์ทุกเวลา                   ให้ปรีชาชาญเชื่ยวในเชิงพิณฯ

                   เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีภารกิจมาก ต้องฟื้นฟูบ้านเมือง สร้างกำลังขวัญและกำลังใจให้แก่ราษฎร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างบ้านเมือง การป้องกันประเทศ และการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ผลงานทางด้านศิลปกรรม วรรณกรรม และการดนตรี บรรดาช่างฝีมือและช่างศิลป์ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผลงานด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและการดนตรีไม่เด่นชัด ทุกอย่างยังคงเลียนแบบเหมือนกรุงศรีอยุธยา
                   ในช่วงแรกยังคงรูปแบบอยุธยาตอนปลาย ต่อมาศิลปะนาฏศิลป์ได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากนี้ยังได้มีการประดิฐ์เครื่องดนตรีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายชนิด อาทิ ฆ้องวงเล็ก ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ผลจากการทำนุบำรุงและส่งเสริมศิลปการดนตรีและนาฏศิลป์กันอย่างจริงจัง ทั้งฝ่ายราชสำนักและกลุ่มศิลปินพื้นบ้าน ในสมัยนี้จึงทำให้ขลุ่ยมีบทบาทเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม ต่อมาได้มีปรับขนาดของขลุ่ย "เพียงออ" ในระดับเสียงลดหลั่นต่างกันไป เพื่อให้เหมาะสมในการบรรเลงประสมวงที่ปรับปรุงเป็นวงประเภทต่างๆ เช่น ขลุ่ยหลิบเพียงออใช้ในวงเครื่องปี่ชวา วงมโหรี และวงเครื่องสาย เครื่องคู่ ขลุ่ยอู้ใช้ในวงเครื่องสายวงใหญ่ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เป็นต้น
                 ได้ มีการรับอารยธรรมและวัฒนธรรมของต่างชาติอย่างแพร่หลาย ศิลปการดนตรีและนาฏศิลป์ก็ไม่สามารถหลีกพ้นการถ่ายเทวัฒนธรรมจากต่างชาติได้ ได้มีการนำเอาเครื่องดนตรีจากต่างประเทศหลายชนิด เข้ามาร่วมบรรเลงในวงดนตรีไทยประเภทเครื่องสาย เช่น ออร์แกน แอคคอร์เดียน เปียโน ไวโอลิน ขิม ที่เรียกว่า "วงเครื่องสายผสม..." และกลายเป็นที่นิยมของดนตรีไทยกลุ่มเครื่องสายอย่างกว้างขวาง ระดับเสียงของดนตรีไทยค่อยๆเปลี่ยนปรับเข้าไปหามาตราเสียงดนตรีสากล ซึ่งมีระดับเสียงสูงต่างไปจากระบบเสียงไทย เป็นผลให้ขลุ่ยที่จะนำไปบรรเลงผสมกับวงเครื่องสายประเภทนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้มเสียงเท่ากันด้วย จากการที่ขลุ่ยได้มีการปรับเสียงให้เข้ามาตรฐานของเครื่องดนตรีชนิดอื่น ทำให้ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยม จนกระทั่งมีการจัด "คอนเสิร์ตลมข้ามทิศ" เป็นการแสดงดนตรีขลุ่ยโดยเฉพาะ

ชนิดของขลุ่ยไทย

โดยทั่วไปขลุ่ยไทยสามารถจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
         1.ขลุ่ยหลิบ หรือ ขลุ่ยหลีกเป็นขลุ่ยที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาขลุ่ยไทยมีความยาวประมาณ 25 เซ็นติเมตร มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออเป็นคู่สี่ คือปิดหมดทุกนิ้วเป่าเป็นเสียงฟา นิยมใช้เป่าในวงมโหรีเครื่องคู่ เครื่องใหญ่ และวงเครื่องสายคู่ โดยเป็นเครื่องนำในวงเช่นเดียวกับระนาด หรือซอด้วง นอกจากนี้ยังใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวา โดยบรรเลงเป็นพวกหลังเช่นเดียวกับซออู้

        2.ขลุ่ยเพียงออ เป็นขลุ่ยที่นิยมใช้เป่ามากที่สุด มีความยาวประมาณ 45 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีระดับเสียงอยู่ในช่วงปานกลาง เมื่อปิดหมดทุกรูจะเป่าเป็นเสียง โด คนทั่วไปนิยมเป่าเล่น ใช้ในวงมโหรีหรือวงเครื่องสายทั่วๆไป โดยเป็นเครื่องตามหรืออาจใช้ในวงเครื่องสายปี่ชวาก็ได้

         3.ขลุ่ยอู้ เป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่มีความยาวประมาณ 60 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร เสียงต่ำกว่าขลุ่ยเพียงออสามเสียง คือปิดหมดทุกรูเป็นเสียงซอล นิยมใช้ในเครื่องปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นดนตรีที่มีระดับเสียงต่ำ แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้ใช้เนื่องจากหาคนที่มีความชำนาญในการเป่าได้ยาก

         4.ขลุ่ยเคียงออ หรือ ขลุ่ยกรวด เป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่กว่าขลุ่ยหลิบแต่เล็กกว่าขลุ่ยเพียงออ มีความยาวประมาณ 40 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.2 เซนติเมตร ระดับเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออหนึ่งเสียง แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมมากนัก

         5.ขลุ่ยรองออ เป็นขลุ่ยที่มีขนาดใหญ่กว่าขลุ่ยเพียงออและมีระดับเสียงต่ำกว่าหนึ่งเสียง อาจจะใช้ในวงมดหรีแทนขลุ่ยเพียงออในกรณีที่เต้องการเสียงต่ำ

         6.ขลุ่ยออร์แกน เกิดขึ้นเนื่องจากในระยะหลังวงเครื่องสายได้นำเอาเครื่องดนตรีตะวันตกเข้ามาร่วมเล่นด้วย ซึ่งเรียกว่าวงเครื่องสายผสม เช่น เล่นผสมกับเปียโนหรือออร์แกน เป็นต้น

         7.ขลุ่ยนก ขลุ่ยชนิดนี้ใช้เป่าเป็นเพลงไม่ได้ เพราะมีเสียงไม่ครบเสียงดนตรี จึงใช้เป่าเป็นเสียงนกประกอบเพลงที่มีเสียงนก เช่น เพลงตับนก แม่ศรีทรงเครื่อง เป็นต้น ขลุ่ยนกมี 3 ชนิดได้แก่
          7.1 ขลุ่ยนกกางเขน ไม่มีรูนับเสียงรูปร่างลักษณะเป้นกระบอกไม้รวก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร และมีหลอดไม้ซางกลมๆ ขนาดพอๆ กับหลอดกาแฟ เป็นที่เป่าเสียบติดทะลุด้านข้างด้านหนึ่งของกระบอกเสียง เวลาเป่าต้องใส่น้ำลงในกระบอกให้ปลายหลอดส่วนล่างอยู่ในน้ำจึงจะเกิดเสียง
          7.2 ขลุ่ยนกโพระดก  หรือ  ขลุ่ยโฮกป๊ก ไม่ มีรูนับเสียงเช่นเดียวกับขลุ่ยนกกางเขนรูปร่างลักษณะเป็นกระบอกไม้รวก ยาวประมาณ 18 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร เวลาเป่าต้องใช้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งอุดปลายส่วนล่างไว้จึงจะเป่าเป็นเสียง "โฮกป๊ก"
          7.3 ขลุ่ยนกกาเหว่า มีลักษณะเหมือนกับขลุ่ยเพียงออทุกประการ ถ้านำมาตัดเป็น 2 ท่อนให้เหลือรูนับไว้ 4 รูบน ก็จะได้ขลุ่ยนกกาเหว่า เวลาเป่าจะเป็นเสียง "กาเหว่า" ขั้นแรกเอานิ้วมือปิดรูนับทั้ง 4 รู และปิดนิ้วหัวแม่มือที่อยู่ด้านล่าง แล้วเป่าจะได้เสียง "กา" และหากเปิดนิ้วชี้บน นิ้วกลางบนนิ้วนางบน และนิ้วหัวแม่มือด้านล่าง หร้อมกับเป่าก็จะได้เสียง "เหว่า" เป็น "กาเหว่า"

การจับขลุ่ย

         การจับขลุ่ยนั้นจะใช้มือไหนอยู่บนหรือล่างก็ได้ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้เป่า แต่ในที่นี้จะขอให้มือซ้ายอยู่บน และมือขวาอยู่ล่างเพื่อสะดวกในการอธิบาย ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายปิดรูนิ้วค้ำซึ่งอยู่ใต้เลาขลุ่ย และใช้นิ้วชี้ปิดรูบนสุด ตามด้วยนิ้วกลาง นิ้วนาง นิวก้อยไม่ใช้ปิด และปิดรูถัดมาด้วยนิ้วชี้มือขวา ตามด้วยนิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ตามลำดับ (ดังรูปภาพประกอบ)


          การใช้นิ้วปิดรูขลุ่ยต้องปิดให้สนิทเพื่อไม่ให้ลมรั่วออกมาขณะเป่า มิฉะนั้นจะทำให้เสียงเพี้ยน หรือที่เรียกว่าเสียงบอด กล่าวคือ เสียงที่ได้จะไม่เป็นไปตามบันไดเสียง โด เร มี ... แต่จะดัง ฟู่ ฟู่ ออกมาแทน ผู้เริ่มหัดใหม่ ควรจะเลือกทำนองเพลงที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มาใช้ในการฝึก เพราะจะทำให้ผู้เป่ารู้ถึงจังหวะช้า-เร็ว และระดับเสียงสูงต่ำ ซึ่งจะทำให้การฝึกหัดนั้นง่ายขึ้น โดยมีเพลงให้เลือกฝึกมากมายอยู่ในนี้
 

วิธีเป่าขลุ่ย

          ใช้ริมฝีปากเป่าขลุ่ยตรงช่องที่ใช้เป่าโดยเกร็งริมฝีปากนิดหน่อย แล้วค่อยเป่าลมเข้าไปโดยใช้นิ้วมืดซ้ายและมือขวาบังคับเสียงขลุ่ย 

ขลุ่ยเพียงออ

 เสียงโด ใช้ตัวย่อ ด

 

  เสียงเร ใช้ตัวย่อ ร

 

  เสียงมี ใช้ตัวย่อ ม

 

  เสียงฟา ใช้ตัวย่อ ฟ

 

  เสียงซอล ใช้ตัวย่อ ซ

 

  เสียงลา ใช้ตัวย่อ ล

 

  เสียงที ใช้ตัวย่อ ท

 

  เสียงโดสูง ใช้ตัวย่อ ดํ

 

  เสียงเรสูง ใช้ตัวย่อ รํ

 

ขลุ่ยหลิบ


       ขลุ่ยหลิบจะมีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออออกเป็นคู่สี่ คือถ้าปิดรูทั้งหมดจะเป็นเสียง "ฟา" ในขณะที่ขลุ่ยเพียงออจะเป็นเสียง "โด"

  เสียงฟา ใช้ตัวย่อ ฟ

 

  เสียงซอล ใช้ตัวย่อ ซ

 

  เสียงลา ใช้ตัวย่อ ล

 

  เสียงที ใช้ตัวย่อ ท

 

  เสียงโด ใช้ตัวย่อ ด

 

  เสียงเร ใช้ตัวย่อ ร

 

  เสียงมี ใช้ตัวย่อ ม

 

  เสียงฟาสูง ใช้ตัวย่อ ฟํ

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
B.B.Learning center
1/68 Lardprow-Wanghin Rd.
Lardprow Bangkok Thailand 10230
Tel :(02)-570-8887; Fax :(02)-942-6264
www.bblc.net